นิพพานแค่เอื้อม

15 เมษายน 2548

นิพพานก็คือความรู้สึกแบบเฉยๆ


นิพพานก็คือความรู้สึกแบบเฉยๆ


คุณคงเป็นคนหนึ่งที่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง
(หรือบางท่านอาจจะยังไม่มี)
สำหรับคนที่มีรถยนต์ของตัวเอง จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่าย
โดยเฉพาะผู้ที่ มีรถใหม่ๆ
(และถ้าได้ซื้อด้วยตัวเอง ยิ่งเข้าใจง่ายที่สุด)

ทุกครั้งที่เปิดประตูก้าวขึ้นรถ คุณจะมีความรู้สึกภูมิใจ
ความเป็นตัวคุณเริ่มต้นขึ้นแล้ว (อัตตากำลังก่อตัว)

อะไรบ้างในที่นี้ที่เป็นอัตตา
1. ตัวคุณเอง เป็นอัตตาตัวแรก
2. คุณมองเห็นรถว่าเป็นของๆ คุณ นี่อัตตาตัวที่สอง
3. ความคิดความรู้สึกภูมิใจ นี่อัตตาตัวที่สาม
4. เมื่อคุณรู้สึกว่ามีใครสักคนกำลังมองคุณอยู่
ความรู้สึกนั้น เป็นอัตตาตัวที่สี่
5. คนที่มองคุณนั้น เป็นอัตตาตัวที่ห้า
6. เมื่อคุณเห็นใครบางคนมีรถรุ่นเดียวกันกับคุณ
ทั้งรถทั้งคนขับ เป็นอัตตาตัวที่หก
7. เมื่อเห็นใครขับรถไม่ถูกใจคุณ
คนๆ นั้น ก็เป็นอัตตาตัวที่เจ็ด
และ อาจจะมีอื่นๆ อีกเยอะ

ถ้าคนที่ไม่มีรถเป็นของตัวเอง อะไรที่เป็นอัตตาได้บ้าง
1. ตัวคุณที่อยากได้รถบ้าง เป็นอัตตาตัวแรก
2. เมื่อคุณเห็นรถบางคันวิ่งผ่านหน้า แล้วรู้สึกชอบ
รถคันนั้นก็เป็นอัตตาตัวที่สอง
3. เมื่อเห็นคนขับใส่แว่นดำ แต่งชุดมีสไตล์
คุณอาจจะชอบหรืออิจฉาเล็กๆ
คนๆ นั้น เป็นอัตตาตัวที่สาม
4. เมื่อเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน มีรถรุ่นหรู
เพื่อนคุณ เป็นอัตตาตัวที่สี่
5. ความรู้สึกอิจฉาในตัวเพื่อนที่มีรถ
ความรู้สึกนั้น เป็นอัตตาตัวที่ห้า
และอื่นๆ อีกมากมาย ก็เป็นอัตตาขึ้นมาได้

ที่ยกเอาเรื่องอัตตามาพูด ก็เพื่อให้คุณรู้ว่า
คนธรรมดาทั่วไป ยึดเอาความเป็นตัวตนจากอะไรได้บ้าง
จะเห็นว่า อะไรก็สามารถเป็นตัวตนสำหรับเขาได้
ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง ผู้คนอื่นๆ วัตถุต่างๆ
ความคิดความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้นี่เอง คือ ตัวตนที่เกิดขึ้น

บางคนที่ปฏิบัติสมาธิมาหลายปี ท่องบ่นสวดมนต์ว่า
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แต่ถ้าเขาไม่รู้จักคำว่า อนัตตา อย่างแท้จริงแล้ว
ก็ยังไม่เข้าถึงแก่นคำสอนเลยด้วยซ้ำ
จนกว่าเขาจะรู้ว่า ความเป็นอนัตตา เป็นแบบนี้หนอ


ความรู้สึกเช่นไร ที่เรียกว่า มองด้วยความเป็นอนัตตา

ไม่ว่าคุณจะมีรถหรือไม่ก็ตาม
เมื่อคุณออกไปสู่ท้องถนน คุณจะเห็นได้ว่า
มีรถวิ่งกันนับร้อยนับพันคัน ทั้งสวนมาและวิ่งไปใน
เส้นทางเดียวกันกับคุณ

บางคันวิ่งผ่านหน้าไป โดยที่คุณไม่ได้สนใจอะไร
แต่บางคันกลับดึงความสนใจไปที่รถคันนั้นได้
และโดยส่วนใหญ่ รถที่คุณไม่ได้สนใจอะไรนั้น
มีจำนวนมากกว่า ที่คุณมองด้วยความสนใจเสียอีก

ความรู้สึกที่คุณมองดูรถที่คุณไม่ได้สนใจอะไร นั่นเอง
เป็นการมองอย่างไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา
เพราะเป็นเพียงการรับรู้เฉยๆ ว่า รถคันนี้สีแดงสีเขียว
คนขับใส่แว่นสีดำ ใส่เสื้อสีเหลือง เป็นต้น

นี่แหละคือการมองอย่างไม่มีตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น

สภาวะที่มองดูรถด้วยความรู้สึกเฉยๆ นั่นแหละ
คือนิพพาน และคนที่ปฏิบัติธรรม ก็เพื่อเป้าหมายให้ถึง
ในจุดๆ นี้นี่เอง

พระอรหันต์ คือ ผู้ที่มองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความว่าง
ก็คือ มองด้วยความรู้สึกเฉยๆ นี่เอง

ความรู้สึกเฉยๆ ของปุถุชนทั่วไป
ความรู้สึกเฉยๆ ของเขา เป็นไปโดยอัตโนมัติก็จริง
แต่เป็นไปด้วยความไม่รู้ และบางทีก็ไม่นับว่าเป็น
ความรู้สึกเฉยๆ ก็ได้ เพราะในขณะที่มองเห็นรถวิ่งอยู่
ใจอาจจะกำลังคิดถึงเรื่องบางอย่าง แสดงว่าขณะนั้น
ไม่ได้มีความรู้สึกเฉยๆ อย่างแท้จริง

เรียกได้ว่า อาจจะเคยสัมผัสกับความเฉยๆ นั้นมาแล้ว
แต่ไม่รู้ ไม่เห็นคุณค่าในความรู้สึกเฉยๆ นั้น
และเมื่อมีอะไรบางอย่างที่มีแรงกระตุ้นมากพอ
ก็จะทำให้ใจตื่นเต้นตามสิ่งนั้นไปได้โดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกเฉยๆ ของผู้ปฏิบัติธรรม
เมื่อฝึกไปได้ระดับหนึ่ง คุณจะรู้เองว่า
ความคิดปรุงแต่งไปตามสิ่งที่เห็นนี่เอง
เป็นสาเหตุให้เกิดความเห็นที่เป็นอัตตาตัวตนขึ้นมา
และความเห็นเช่นนั้นเอง นำไปสู่การเกิดทุกข์
แล้วก็พยายามเอาสติมาคอยกำกับ
เฝ้าดูความคิดความปรุงที่เกิดขึ้นในจิตใจ

บางครั้งจะเห็นว่าใจวิ่งตามสิ่งเร้าไปแล้ว
ก็รีบดึงใจกลับมา บางครั้งก็สามารถมองสิ่งนั้น
ด้วยความรู้สึกเฉยๆ ได้ เพราะหยุดความคิดความปรุงได้ทัน

และเมื่อฝึกได้ดีแล้ว คุณจะมองเห็นสังขารร่างกายของคุณ
ด้วยความรู้สึกเฉยๆ คือ ไม่มีตัวตนเหมือนกับที่มองสิ่งต่างๆ ภายนอก
คุณจะมองเห็นความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ไม่มีตัวตนเช่นกัน
คุณจะมองเห็นความจำได้หมายรู้ ก็ไม่มีตัวตน
คุณจะมองเห็นความคิดความปรุงเอง ก็ไม่มีตัวตน
คุณจะมองเห็นอาการรับรู้ต่างๆ ก็ไม่มีตัวตน

เมื่อทำได้เช่นนี้ คุณก็กำลังก้าวสู่ความเป็นพระอริยบุคคล
อย่างน้อยก็คือ พระโสดาบันแล้วครับ

แต่การที่จะทำเช่นนั้นได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
คุณจำเป็นจะต้องฝึกสมาธิ เพื่อให้เกิดความมีสติ
เพื่อจะได้เท่าทันในความคิดต่างๆ ที่ก่อตัวจาก
การรับรู้สิ่งต่างๆ จากภายนอก แล้วเกิดความรู้สึก
ว่ามีตัวตนขึ้นมา

คุณฝึกสมาธิและสติ เพื่อที่จะเท่าทันความคิด
เพื่อจะสามารถมองสิ่งต่างๆ ด้วยความรู้สึกเฉยๆ นั่นเอง

แน่นอนว่าถ้าไม่มีสติ การมองด้วยความรู้สึกเฉยๆ นั้น
จะไม่เกิดขึ้น เพราะใจจะหลงไปกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบใจ

การฝึกเช่นนี้ สามารถทำได้ทันที แม้ว่าคุณจะไม่เคยเข้าวัดเลย
ก็สามารถทำได้ และทำได้ทุกที่ ทุกเวลา

คุณสามารถฝึกมองสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เมื่อคุณเห็นชัดเจนถึงการเกิดขึ้นของความรู้สึกที่ไม่เฉยๆ นั้น
คุณจะรู้ว่าสาเหตุก็เกิดจากคุณเอาความคิดวิ่งตามสิ่งต่างๆ นั่นเอง

ถ้าหยุดความคิดเสียได้ ความรู้สึกเฉยๆ ก็จะเกิดมาเอง
..............................................................


หมายเหตุ
ถ้าเปลี่ยนคำว่า รู้สึกเฉยๆ มาเป็นคำว่า รู้สึกธรรมดาๆ
ก็ใช้ได้เหมือนกัน

14 เมษายน 2548

หยุดความคิดต้องหยุดอย่างผู้รู้

หยุดความคิด ต้องหยุดอย่างผู้รู้

ผู้ไม่รู้ก็หยุดความคิดได้

ผู้ไม่รู้กลุ่มแรก : ปุถุชนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกสมาธิเลย
คนเหล่านี้สามารถหยุดความคิดบางอย่างได้
โดยเฉพาะเรื่องเล็กๆ ที่พอทำให้รำคาญใจได้
อุบายที่จะหยุดความคิดนั้น เป็นต้นว่า มีคำพูดกับตัวเอง
ในทำนองที่ว่า
- คิดไปทำไม ปวดหัวเปล่าๆ
- คิดไปทำไม ไม่ใช่เรื่องของเรา
- คิดมากไปทำไม ปล่อยวางซะบ้าง อย่างนี้เป็นต้น
ผลของการหยุดความคิด ในที่สุดแล้วก็สามารถ
ระงับดับความทุกข์ในเรื่องที่กำลังคิดอยู่
แต่เมื่อหยุดความคิดอย่างหนึ่งได้
ก็จะเกิดความคิดอย่างอื่นเข้ามาอีก โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว
จะมารู้อีกทีเมื่อความคิดนั้นมีกำลังแรงพอที่จะทำให้
มองเห็นความหนักที่ต้องแบกความคิดนั้นไว้
เมื่อนั้นก็จะเกิดการหยุดความคิดขึ้นมาอีก
เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

ผู้ไม่รู้กลุ่มที่สอง : ผู้ที่เคยผ่านการฝึกสมาธิมาแล้ว
ในลำดับแรกของการฝึกสมาธิ
เขาจะเห็นความคิดเกิดขึ้นมากมาย (รวมทั้งนิมิตต่างๆ)
เมื่อชำนาญมากขึ้น ก็จะเริ่มสงบลง
จนกระทั่งสามารถหยุดความคิดนั้นได้
ผลที่ได้คือ ความเบาสบาย ไม่ต้องคิด ไม่อยากคิดอะไร
ปัญหาก็คือ เขายังไม่รู้อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์
ความดับทุกข์ได้ และทางที่จะดับทุกข์นั้น
เปรียบสภาวะตอนนี้ก็คือ เป็นเพียงหินที่ทับหญ้าไว้
เพราะกำลังของสมาธิ สามารถหยุดความทุกข์ไว้ได้ชั่วขณะ
แต่เมื่อออกจากสมาธิ ก็ต้องเผชิญกับความเป็นจริงรอบตัว
ซึ่งในขณะที่ไม่ได้อยู่ในสมาธินั้น เขาจะไม่สามารถ
ตามความคิดได้ทัน และไม่อาจหยุดความคิดได้
เพราะไม่รู้จริงในทางดับทุกข์นั่นเอง

เราจึงมักได้ยินคำสอนจากพระอาจารย์หลายๆ ท่านว่า
"อย่าติดสงบ อย่าติดสุข ให้เดินหน้าทางปัญญาต่อไป
เมื่อเกิดปัญญา ก็จะรู้เห็นเอง ประจักษ์เอง"

คนที่ฝึกต่อไปจากลำดับนี้จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติ
มากขึ้น คือ สามารถฝึกได้ตลอดเวลา ทั้งหลับตา
และลืมตา ทั้งขณะยืน เดิน นั่ง นอน กิน หรือทำงาน

เมื่อปฏิบัติเช่นนี้อยู่ ก็ย่อมเกิดผลในวันใดวันหนึ่ง


จากผู้ไม่รู้ มาสู่การเป็นผู้รู้
ไม่ว่าจะฝึกวิปัสสนาตามหลักสูตรใด
จะเป็นมรรค 8 หรือ สติปัฏฐาน 4 หรือวิธีอย่างอื่นใด
เขาย่อมบรรลุเป้าหมาย คือ เกิดญาณรู้เห็นตามจริงว่า

"ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดเลยที่คงอยู่ได้
อย่างเป็นอมตะ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
และแตกดับสลายไปในที่สุด"

และสามารถพูดได้ว่า
"ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะสามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวเป็นตน
เพราะสิ่งเหล่านั้น ย่อมไม่มีอยู่แต่ก่อนหน้านั้น
เมื่อสิ่งนั้นเกิดมีขึ้นมา ย่อมเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ
เมื่อสิ่งนั้นดับสลายไป นับจากนั้นมาสิ่งนั้นก็ไม่มีอยู่
และนั่นเองที่เรียกว่า อนัตตา"

และรู้ชัดอีกว่า
"สิ่งที่สามารถสร้างความเจ็บปวด เดือดร้อน
ทุรนทุราย แก่ตัวเขา รวมทั้งมนุษย์ เทวดา หรือ
สัตว์ทั้งหลายนั้น ก็คือ ความทุกข์"

เมื่อใครได้มาศึกษาเรื่องทุกข์อย่างจริงจัง
ก็ย่อมรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องความทุกข์
และผู้รู้นั้นก็ย่อมรู้ชัดว่า
ทุกข์นั้นเป็นเช่นไร ให้ผลปวดแสบขนาดไหน
ทุกข์นั้น มีอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดขึ้น
จะดับทุกข์นั้นได้อย่างไร
เมื่อดับทุกข์ได้แล้ว จะเป็นอย่างไร

ผู้รู้ย่อมพูดได้ว่า
"ความคิดในเรื่องใดๆ นั่นเอง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
เพราะความคิดนำไปสู่ การเกิดความรู้สึกชอบหรือชัง
และเกิดความอยากได้ในสิ่งที่ชอบ อยากหนีสิ่งที่ชังนั้น
อันนี้เรียกว่าตัณหา เมื่อเกิดตัณหา ย่อมเกิดอุปาทาน
คือความยึดมั่นในสิ่งที่ชอบหรือชังนั้น
และยึดมั่นในความคิดนั้น"

ผู้รู้ย่อมมองเห็นว่า
"ผู้ใดที่มีความยึดมั่นในสิ่งใดก็ตาม
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุ หรือ ความรู้สึกนึกคิดใดๆ
ผู้นั้นกำลังสำคัญในความมีตัวตนในวัตถุ หรือ ความ
รู้สึกนึกคิดนั้นอย่างไม่รู้ตัว"

ผู้รู้ย่อมรู้ชัดว่า ความคิดนั่นเองเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์
เมื่อจะดับทุกข์ ก็ต้องดับที่เหตุ
ด้วยการดับความคิดที่เกิดขึ้นแล้ว
และเฝ้าระวังความคิดใหม่ที่จะเกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น

ผลที่สุด เมื่อเหตุดับ ทุกข์ย่อมดับไปในเวลานั้นเอง

ผู้รู้สามารถดับความคิดได้ แม้จะไม่ได้นั่งสมาธิก็ตาม
เพราะเขารู้เห็นตามความเป็นจริงในสิ่งทั้งปวง
ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ไม่มีตัวตนเที่ยงแท้ (อนัตตา)
มีแต่เพียงทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป
และรู้อุบายอันจะออกจากทุกข์ได้ทุกขณะ

ผู้รู้ย่อมเข้าถึงอริยสัจ
อันเป็นธรรมสูงสุดที่พระพุทธเจ้านำมาสอน

ผู้รู้กับผู้ไม่รู้ หยุดคิดเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน
เมื่อผู้ไม่รู้หยุดคิด
เขาก็ไม่รู้ว่าการหยุดคิดนั้นดับทุกข์ได้อย่างไร
แล้วเฝ้าถามหานิพพานอยู่ร่ำไป

เมื่อผู้รู้หยุดคิด
เขาย่อมรู้ว่าเป็นการดับที่เหตุ
เมื่อนั้นเขาย่อมได้พบนิพพานทันที
และหมดสงสัยว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร

11 เมษายน 2548

นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา



นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา


การที่จะรู้ว่านิพพานเป็นอัตตา หรือ อนัตตานั้น เราต้องรู้ว่า
พระพุทธเจ้าค้นหาอะไร และท่านพบอะไร
เมื่อรู้ดังนี้แล้ว ความสงสัยหรือข้อถกเถียงก็เป็นอันจบลง

เราได้รู้กันมาแล้วว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะออกค้นหา
สัจธรรมนั้น เนื่องมาจากไปพบคนเจ็บ คนแก่ และคนตาย
ในคราวที่เสด็จออกจากวัง คนตามเสด็จคือ นายฉันนะ
ไม่สามารถตอบคำถามของพระองค์ได้ว่า
เพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงประสบกับความเจ็บ ความแก่
และความตาย แต่สิ่งที่ได้รับทราบก็คือ
พระองค์ก็ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นเหมือนกัน
ด้วยความที่ไม่ปรารถนาจะต้องพบกับความเจ็บ ความแก่
และความตาย พระองค์จึงทรงออกค้นหาวิธีที่จะเอาชนะ
สิ่งนี้ให้จงได้

ซึ่งก็เหมือนกับคนมากมายในยุคนั้น ที่เชื่อกันว่า สภาวะ
ที่ไม่ต้องเผชิญกับการเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้น มีอยู่ ณ ที่ใด
ที่หนึ่ง อาจจะเป็นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือหลังจากตาย
ไปแล้ว

พวกเขาเชื่อว่า ถ้าสามารถไปถึงจุดๆ นั้นได้ ก็จะมีชีวิต
อันมีสภาวะที่เป็นอมตะ ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป และก็
ไม่มีอันเสื่อมสลายไปได้

อะไรก็ตามที่เป็นไปอย่างนั้น เรียกว่า อัตตา
คือ มีตัวตนที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีการดับสูญ

พระพุทธเจ้าก็ทรงค้นหาในสิ่งเดียวกัน เหมือนคนอื่นๆ
จนถึงที่สุดเท่าที่คนๆ หนึ่งที่นับได้ว่ามีฤทธิ์ มีฌาณ มีญาณรู้
ที่จะสามารถค้นคว้าได้ พระองค์ก็ทรงค้นพบความจริงที่ว่า


ไม่มีอะไร ณ ที่ใดเลย ที่จะตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง โดยไม่มี
การเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ทุกสิ่งล้วนแต่เกิดขึ้น
ตามเหตุปัจจัยของมัน ตั้งอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ซึ่งรวมถึงชีวิตมนุษย์
ที่ไม่อาจเลี่ยงความเจ็บ ความแก่ ความตายไปได้เลย
พระองค์สรุปว่า ทุกสิ่งล้วนแต่เป็น อนิจจัง



พระพุทธเจ้าไปพบนิพพานได้อย่างไร

..........................................................

เริ่มจากในทีแรก พระองค์ค้นหาวิธีเอาชนะความเจ็บ
ความแก่ ความตาย
แต่แล้วก็รู้แจ้งตามจริงว่า เป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ก็มาค้นหาว่า
ถ้าจะต้องตกอยู่ภายใต้กฏธรรมดา คือ อนิจจัง
และต้องเผชิญกับความเจ็บ ความแก่ ความตาย นั้น
ทำอย่างไร จึงจะ ไม่ทุกข์ ถึงแม้ไม่สามารถหนีพ้นได้

เมื่อมาค้นหาวิธีดับทุกข์ ก็ได้พบวิธีดับทุกข์ในที่สุด
เริ่มจาก ต้องหาตัวทุกข์ให้เจอก่อน ว่าอะไรคือความทุกข์
เมื่อรู้ว่าอะไรคือความทุกข์ ก็มาหาว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
เมื่อรู้เหตุให้เกิดทุกข์ ก็ค้นหาว่าจะดับทุกข์นั้นอย่างไร
เมื่อรู้วิธีดับทุกข์ ก็ย่อมประสบกับ การดับทุกข์ลงได้

ประสบการณ์ใหม่อันเกิดจากการดับทุกข์เสียได้นั้น
เป็นความรู้สึกที่มีความสุขอย่างแท้จริง
ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้
แต่ก็สมมุติคำๆ หนึ่งขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นๆ พอจะเปรียบเทียบได้
คำๆ นั้น ก็คือ นิพพาน

จะเห็นว่า นิพพาน เป็นเรื่องของสภาวะทางใจ ที่เป็นความสุข
อันเนื่องจากดับความทุกข์ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับ
กฏธรรมดา คือ อนิจจัง รวมไปถึงความทุกข์จากความเจ็บ
ความแก่ ความตายก็ตาม



ไม่ว่านิพพานจะเป็นอัตตาหรืออนัตตา
ก็ยังสำคัญน้อยกว่าว่า
เราจะรู้ถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่
คือ เรื่องอริยสัจ 4

คนที่คอยถามว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา
ก็เปรียบกับชายหนุ่มในนิทานที่จะเล่าต่อไปนี้

ชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้ออกค้นหาผลไม้วิเศษ ตามตำนานที่เคยฟังมา
ว่า เมื่อได้กินผลไม้วิเศษนั้นแล้ว จะมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย
ค้นหามาหลายปีก็ยังไม่พบ จนได้มาพบชายชราผู้หนึ่งซึ่งกำลัง
กินมะม่วงอยู่ ท่าทางดูมีความสุขเสียเหลือเกิน
ชายหนุ่มก็เอ่ยปากถามชายชราผู้นั้นว่า
ท่านเคยพบผลไม้วิเศษ ที่กินแล้ว จะมีชีวิตเป็นอมตะบ้างหรือไม่?

ชายชราผู้นั้นก็หัวเราะเสียงดัง ตอบชายหนุ่มไปว่า
ข้าก็เคยเป็นเหมือนเจ้า ข้าพยายามค้นหาผลไม้วิเศษนั้นมาตั้งแต่
ข้ายังมีอายุน้อยกว่าเจ้าเสียอีก ข้าได้เที่ยวไปทุกหนทุกแห่ง
ทุกๆ ตารางนิ้วบนโลกนี้ ข้าไม่เคยเห็นผลไม้ที่ว่านั้นเลย

แล้ววันหนึ่งข้าก็ค้นพบ วิธีกินมะม่วงให้มีความสุขที่สุด
ข้าไม่ต้องค้นหาผลไม้วิเศษนั้นอีกแล้ว
เพราะข้าไม่เห็นว่าผลไม้วิเศษนั้น จะสามารถทำให้ข้า
มีความสุขได้มากไปกว่าที่ข้ากินมะม่วงนี้ไปได้

ว่าแล้วชายชรา ก็ยื่นมะม่วงอีกลูกไปให้ชายหนุ่มได้กิน

แต่เพราะใจยังคงเฝ้าคิดถึงแต่ผลไม้วิเศษนั้นอยู่
เขาจึงไม่สนใจเรียนรู้วิธีกินมะม่วงให้มีความสุขที่สุดนั้น
ว่าต้องทำอย่างไร แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาค้นหาผลไม้วิเศษต่อไป

ผ่านมาหลายปีจนชายหนุ่มก็ล่วงเข้าสู่วัยชรา
เขาสงสัยว่าชายชราผู้นั้นค้นหาผลไม้วิเศษไม่พบจริงๆ
หรือว่าเขาค้นหาไม่ทั่วกันแน่ เพราะใจยังเชื่อว่า
ผลไม้วิเศษนั้นต้องมีอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งแน่ๆ

ความคิดนี้ไม่ได้ตายไปพร้อมกับชายหนุ่มผู้นั้น
แต่ยังถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ในรุ่นต่อๆ มา

เรื่องราวอันน่าสงสาร ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร
แทนที่พวกเขาจะได้เรียนรู้วิธีกินผลมะม่วงอย่างมีความสุขที่สุด
แต่พวกเขาไม่เคยรับรู้ความรู้สึกนั้นเลย

นิพพานแค่เอื้อม


นิพพานแค่เอื้อม

ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้

เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากวังพร้อมด้วยนายฉันนะผู้ตามเสด็จ
เป็นการออกจากวังครั้งแรกในชีวิต ในครั้งนั้นพระองค์ได้มีโอกาส
เห็นคนเจ็บป่วย คนแก่ และคนตายในระหว่างทางที่เสด็จฯ
จึงเกิดมีคำถามกับนายฉันนะว่า เกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้
ซึ่งตอนนั้นนายฉันนะก็ไม่สามารถบอกถึงสาเหตุที่คนเหล่านั้น
ต้องประสบกับความเจ็บ ความแก่ และความตาย แต่ก็สามารถ
บอกได้ว่าสิ่งเหล่านั้นก็สามารถเกิดขึ้นกับทุกๆ คนได้ รวมทั้ง
พระองค์เองด้วยเช่นกัน

เมื่อเสด็จกลับวัง ก็ทำให้เจ้าชายคิดหนักและเป็นกังวลอย่างยิ่งที่รู้ว่า
ตนก็ต้องประสบกับความเจ็บ ความแก่ ความตาย เช่นนั้นเหมือนกัน
และพยายามคิดหาหนทางที่จะพ้นจากสภาวะเช่นนั้นให้ได้
ด้วยความคิดเช่นนี้เอง ทำให้พระองค์ตัดสินใจเสด็จออกจากวัง
เพื่อค้นหาว่าใครที่สามารถช่วยให้พระองค์ไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บ
ความแก่ และความตายนั้น

เมื่อตั้งคำถามผิด ก็เลยไม่มีคำตอบ

พระองค์ตั้งคำถามในใจว่า “ทำอย่างไรหนอ จึงจะไม่ต้องประสบกับ
ความเจ็บ ความแก่ และความตาย”

ขณะเดียวกัน ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เมื่อมีความตาย ก็ต้องมีความ
ไม่ตาย และสาวไปจนรู้ว่า เพราะมีการเกิด จึงมีการตาย

คำถามก็มีเพิ่มขึ้นเป็นว่า “ทำอย่างไรหนอ จึงจะไม่ต้องมีการเกิด
เพื่อจะไม่ต้องประสบกับความเจ็บ ความแก่ และความตาย”

ในช่วงยุคนั้นเอง เป็นยุคที่มีการค้นคว้าในสิ่งเดียวกับที่พระองค์ตั้งคำถาม
และมีความเชื่อว่า สภาวะเช่นนั้นมีอยู่ คือ สภาวะแห่งความเป็นอมตะ
หากสามารถเข้าถึงได้ ก็จะมีชีวิตที่เป็นอมตะ ชีวิตและร่างกายที่
อยู่ในสภาวะนั้น จะไม่มีการเสื่อมสลาย
เรียกร่างกายหรือจิตใจในสภาวะเช่นนั้นว่า อัตตา

พระองค์ได้เข้าไปศึกษาในสำนักของอาจารย์หลายๆ ท่าน เท่าที่จะหาได้
และเรียกว่าเก่งที่สุด ซึ่งหลายๆ ท่าน ล้วนแต่เป็นผู้มีความสามารถ
ในทางฌาน และได้สอนจนหมดภูมิรู้ของอาจารย์ และพระองค์ก็เรียนรู้
จนอาจารย์ไม่สามารถสอนได้อีกต่อไป
เมื่อถามพระองค์เองด้วยคำถามเดิมว่า ที่เรียนจนจบมาถึงขั้นนี้แล้ว
สามารถเลี่ยงกับความเจ็บ ความแก่ และความตายได้หรือยัง
คำตอบก็คือ ยัง

พระองค์จึงลาอาจารย์เหล่านั้น เพื่อออกค้นหาวิธีการด้วยพระองค์เอง
ทรงลองผิดลองถูกในวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนอนบนหนาม
จนถึงการอดข้าว จนเกือบต้องสิ้นพระชนม์
แต่คำถามนั้นก็ยังไม่มีคำตอบ…


สิ่งที่พบเห็นในเบื้องต้น


เมื่อได้ทดลองและได้มีความสามารถทางด้านฌาน จึงสามารถรู้ว่า
ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะตั้งอยู่ได้คงทนโดยไม่มีการเสื่อมสลาย รวมทั้ง
ชีวิตคน สัตว์ ต้นไม้ ดิน หิน ภูเขา ดวงดาว ดวงอาทิตย์ และจักรวาล
ทุกสิ่งย่อมสลายไป และย่อมปรุงประกอบแปรไปตามเหตุและปัจจัย
สิ่งที่สรุปได้ตอนนั้นก็คือ ทุกๆ สิ่งล้วนแต่ไม่คงทน ไม่เที่ยง
เป็น อนิจจัง และสภาวะที่ค้นหามาหลายปีนั้น ไม่มีอยู่จริง
ท่านจึงสรุปว่า สภาวะที่เป็นอมตะหรือความเป็นอัตตานั้น ไม่มีจริง
มีแต่สิ่งที่เรียกว่า อนัตตา คือ ไม่มีตัวตนอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ

******************************************


เริ่มตั้งคำถามใหม่
เมื่อถามคำถามที่ถูกต้อง ก็ย่อมมีคำตอบที่ต้องการ

เมื่อมองเห็นตามความเป็นจริงว่า
ไม่สามารถขัดขืนฝืนต่อธรรมชาติ
คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ ชีวิตต้องเผชิญกับ
ภาวะเช่นนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระองค์ก็ไม่ทรงหยุดอยู่เพียงเท่านั้น
แต่พยายามค้นหาต่อไปว่า จะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้อย่างไรดี

เลยมองกลับมาและตั้งคำถามใหม่ว่า เพราะอะไรจึงเป็นเหตุให้
หนีความจริงถึงขนาดต้องออกมาลองผิดลองถูกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ก็ได้คำตอบว่า
“เพราะความกลัวเจ็บ กลัวแก่ กลัวตายนั่นเอง”

ถามต่อไปว่า “อะไรที่ทำให้กลัวเจ็บ กลัวแก่ กลัวตาย”
ทรงค้นอยู่นานจนรู้ว่า “ความคิด” นั่นเองที่กลัว ไม่ใช่ร่างกายกลัว

ถามต่อไปว่า
“ความคิดเกิดมาจากอะไร”
ได้คำตอบว่า “เพราะความไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง ว่า
สิ่งต่างๆ ตกอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์เช่นนั้นเอง จึงทำให้มีความคิดที่จะหนี
หรือต่อต้านความจริงข้อนั้น”

จึงทราบว่า เพราะไม่รู้ จึงคิด เมื่อคิดจึงทุกข์ เมื่อเกิดความทุกข์
ก็อยากหายจากทุกข์ จึงลองผิดลองถูกมาหลายอย่าง
เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว พระองค์ก็ทรง หยุดคิด

เมื่อหยุดคิดก็เลยรู้ยิ่งขึ้นว่า
เมื่อหยุดคิดได้ก็จะประสบกับความรู้สึกอย่างหนึ่งคือ มีความสุขอย่างยิ่ง
เป็นสภาวะที่ไม่น่าเชื่อว่าความรู้สึกแบบนี้มีอยู่ในชีวิตมนุษย์
เป็นความว่างเปล่าเบาสบาย เป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่าง
ก็ทรงอุทาน ตรัสกับตัวเองว่า “เรารู้แล้ว เรารู้แล้ว มันเป็นแบบนี้นี่เอง”

พระองค์ไม่รู้จะเรียกสภาวะที่พบนี้ได้อย่างไร ก็ยืมคำที่ใกล้เคียง
ที่คนสมัยนั้นจะเปรียบเทียบหรือเข้าใจได้ คำๆ นี้คือ นิพพาน

*********************************************


แม้แต่ความคิดเดิมก็ไร้ความหมาย

เมื่อพบกับความรู้สึกที่พระองค์เรียกว่า นิพพาน ความสุขสงบที่ได้รับ
เป็นความสุขที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาได้ เหมือนกับ ไม่สามารถ
บอกให้คนรู้รสชาติของอาหารบางอย่างที่เราเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ
เว้นเสียแต่เขาจะได้กินอาหารนั้นเหมือนกัน
เมื่อมีความสุขระดับสูงสุด ความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงความเกิด
แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย เหมือนกับ
ได้ของอะไรบางอย่างที่มีค่าสูงกว่า สิ่งอื่นๆ ที่เคยอยากได้
ก็เป็นอันไม่จำเป็นต้องได้ต่อไปอีก

เริ่มถ่ายทอดสิ่งที่พระองค์ค้นพบ
เมื่อได้รู้สิ่งใหม่ที่เพิ่งค้นพบ สถานะก็เปลี่ยนจากเจ้าชายสิทธัตถะ
ที่ยังไม่รู้ตามจริง มาเป็นพระพุทธเจ้า ผู้รู้ว่าสิ่งต่างๆ ล้วนแต่
เป็นเช่นนั้นเอง คือมีการเกิดขึ้น แปรไป และดับลงในที่สุด
พระองค์เริ่มออกสอนในสิ่งสูงสุดให้กับมนุษย์ คือ ท่านพยายาม
จะบอกกับพวกเราว่า

“สิ่งที่พวกเธอต้องการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความร่ำรวย
อำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ ความรัก หรืออะไรก็แล้วแต่
ยังน้อยกว่าสิ่งที่เรา (พระพุทธเจ้า) ต้องการ คือ การไม่ต้องเจ็บ
ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องตาย อย่างเทียบกันไม่ได้เลย
แม้แต่สิ่งที่เราต้องการ คือความสุขจากชีวิตอมตะ เรายังไม่เหลือ
ความต้องการนั้นอีกแล้ว เมื่อได้มาพบความสุขจากนิพพาน
แล้วสิ่งที่พวกเธอต้องการนั้น
มันจะมีความหมายพอที่จะดิ้นรนอยู่อีกหรือ”
ท่านพยายามบอกสิ่งที่เป็นอุดมคติ หรือ ความสุขอันสูงสุด
เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งต้องการ ว่า เมื่อหยุดคิดได้ ก็จะพบกับ
ความสุขอันไม่มีสิ่งใดจะเปรียบได้

บางคนก็เข้าใจง่าย บางคนก็เข้าใจยาก
แต่มนุษย์ก็มีความแตกต่างกัน ท่านแบ่งเป็นบัว 4 เหล่า
บางคนฟังเข้าใจ ก็พบนิพพานได้ง่ายๆ บางคนฟังยากหน่อย
ก็ต้องบอกต้องจี้กันมากขึ้นกว่าจะพบนิพพาน บางคนบอกก็แล้ว
แนะนำก็แล้วเคี่ยวเข็ญก็แล้ว ก็ฟังไม่เข้าใจอยู่ดี
ท่านจึงมีคำสอนออกมามากมาย ซึ่งเป็นความพยายามที่
ท่านจะทำให้คนทุกระดับเข้าใจ และเข้าถึงสิ่งที่ท่านพยายามสอน
จึงเห็นได้ว่ามีคำสอนในพระไตรปิฎก มากถึง 84,000 คำสอน
หรือ 84,000 พระธรรมขันธ์
แต่ใบไม้กำมือเดียวที่พระองค์ต้องการบอกพวกเราก็คือ
เมื่อหยุดความคิดได้ ก็จะพบกับนิพพาน มีความทุกข์ที่ไหน
นั่นแสดงว่า มีความคิดเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อมีความคิดต้องหยุดความคิด
เมื่อหยุดความคิดได้ ก็จะดับทุกข์ได้
เท่านี้จริงๆ ที่พระองค์ต้องการบอกพวกเรา

ทำไมต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้าคุณไปฆ่าคนสักคนหนึ่ง หรือทำร้ายร่างกายใครสักคน
คุณจะหยุดไม่ให้คิดได้หรือไม่
ถ้าคุณไม่มีสมาธิ คุณจะตามจับความคิดที่จะเกิดขึ้นได้ทันหรือไม่
เมื่อไม่นำมาพิจารณาอย่างแยบคาย คุณจะรู้ตามความจริง
จนเกิดปัญญาได้หรือไม่
ฉะนั้นท่านจึงแนะนำให้เราฝึกปฏิบัติด้วยการให้ทาน รักษาศีล
และภาวนาจนเกิดเป็นสมาธิ และพัฒนาไปจนถึงขั้นเกิดปัญญาว่า
“เมื่อหยุดความคิดได้ จึงจะดับทุกข์ได้”

ทางเดินเพื่อบรรลุเป้าหมาย คือ นิพพาน
ทางที่จะไปสู่เป้าหมายคือ นิพพาน ก็คือ มรรค 8 คือ
ทางสายกลางที่ใครก็ตาม ถ้าเดินตามวิธีการที่ท่านชี้บอกไว้
ก็จะบรรลุเป้าหมาย คือ นิพพาน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แม้คนผู้นั้น
จะเป็นคนในประเภท บัวใต้ตม ก็ตาม

ทางลัด สำหรับผู้ที่เป็นบัวปริ่มน้ำ
สติปัฏฐาน 4 เป็นทางที่สั้นที่สุดที่จะเข้าถึงนิพพานได้
ท่านตรัสว่า ถ้าปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 แล้ว
อย่าว่าแต่จะบรรลุนิพพานในเวลา 7 เดือนหรือ 7 ปีเลย
เพราะอาจจะบรรลุได้ภายใน 7 วันเท่านั้น
หรืออย่างเร็ว อาจจะบรรลุได้ในวินาทีนี้ได้เลยทีเดียว

วิธีฝึกสติปัฏฐาน 4
มี 4 ฐาน ที่จะเอาใจกลับมาอยู่ แล้วสติจะเฝ้าระวังไม่ให้เกิดความคิด
ทั้ง 4 ฐาน ได้แก่
1. เอาสติมาดูกายตัวเอง เช่น ดูลมหายใจ ดูการเคลื่อนไหวของมือและเท้า
2. เอาสติมาดูเวทนา คือความรู้สึกต่างๆ ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ความเจ็บปวด
ความร้อนหนาว ความสุขทุกข์ ความดีใจเสียใจ ฯลฯ
3. เอาสติมาดูความคิด ว่าตอนนี้กำลังคิดถึงเรื่องใด คิดดีหรือชั่ว
4. เอาสติมาดูธรรม คือ ดูอะไรก็ได้ที่ตกอยู่ภายใต้กฎธรรมดา คือ อนิจจัง

เมื่อเราเอาสติมาไว้ที่ฐานใดฐานหนึ่ง ก็จะเป็นการหยุดความคิดในทันที
เช่น การดูลมหายใจ เมื่อเราเอาสติมาดูลมหายใจ ก็จะรู้ทันทีว่า
ลมหายใจอันที่กำลังหายใจอยู่นี้ หายใจสั้นหรือหายใจยาว
หายใจแรงหรือค่อย เพียงเท่านี้ ใจที่กำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง
ก็จะปล่อยสิ่งที่กำลังคิด มาดูที่ลมหายใจอย่างเดียว ขณะนั้นเอง
เรียกว่าสัมผัสนิพพานชั่วขณะได้แล้ว


เราคิดกันไปเองว่านิพพานไกลเกินเอื้อม

ถ้าเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม คือ เหมือนกับว่า
จะต้องหลุดไปสู่อีกภพภูมิหนึ่งเท่านั้นจึงจะพบนิพพาน
คือถ้ามันยากขนาดนั้น พระพุทธเจ้าจะไม่ยอมสอนพวกเราเป็นอันขาด
เพราะคนทั่วไปทำตามไม่ได้

แต่พระองค์เห็นแล้วว่า จริงๆ นิพพานมันก็อยู่คู่กันกับเราอยู่ตลอดเวลา
แต่เราไม่รู้วิธีที่จะเข้าให้ถึงได้เท่านั้นเอง เพียงแต่มีการบอกการสอนบ้าง
คนธรรมดาๆ ก็สามารถบรรลุนิพพานได้ไม่ยากเลย
เหตุนี้ท่านจึงเอามาสอนเรา


นิพพานชั่วคราวกับผู้ไม่รู้จักนิพพาน


คนๆ หนึ่งเมื่อได้ฝึกสติปัฏฐาน 4 มาแล้ว เมื่อเกิดความคิดขึ้นมา
ก็ระงับความคิดนั้นได้ ก็จะพบนิพพานทันที

คนอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยฝึกมาเลย ก็เคยผ่านนิพพานมาเหมือนกัน
เช่น บางคนมีปัญหาทุกข์ใจจากอะไรบางอย่าง ทุกข์จนคิดมาก
ถึงขนาดนอนไม่หลับ เมื่อคิดมากจนถึงจุดๆ หนึ่ง ก็บอกกับตัวเองว่า
คิดอะไรไปมากมายปล่อยวางซะที
เมื่อปล่อยความคิดหรือหยุดความคิดที่ทำให้ทุกข์
เท่านั้นเขาก็พบนิพพานทันทีเหมือนกัน

ความแตกต่างอยู่ที่ เมื่อเกิดปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมา คือ มีความทุกข์
จากความคิดที่เกิดขึ้น คนที่ฝึกสติปัฏฐาน 4 มาแล้ว
จะวิ่งไปหานิพพานได้เร็วกว่าคนที่ไม่รู้และไม่ได้ฝึกสติปัฏฐาน 4 มาก่อน
คือ หยุดความคิดนั้น ความทุกข์ก็จบ


ความคิดมาเร็วมากเหลือเกิน

คนที่ฝึกสติ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือ
โดยการเคลื่อนไหวร่างกาย จะเห็นได้ชัดว่า ความคิดนั้น
เกิดขึ้นได้เร็วเหลือเกิน และเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา
ขนาดคนที่ฝึกสติมาดีแล้ว ก็ยังตามความคิดแทบไม่ทัน
จะดับความคิดได้ก็เป็นครั้งเป็นคราว แม้ขนาดนี้ก็เรียกว่า
พบนิพพานเป็นช่วงๆ เรียกว่านิพพานชั่วคราว
จะเปรียบกับคนที่ไม่ได้ฝึก ไม่รู้วิธีหยุดความคิด คนๆ นี้
ก็ย่อมจะเกิดทุกข์จากความคิดได้มากกว่าคนที่ฝึก
อย่างเปรียบกันไม่ได้เลย


ความคิดมีทั้งดีและชั่ว


ไม่ว่าจะคิดดีหรือชั่ว ก็ต้องเกิดทุกข์เหมือนๆ กัน
เพราะต้องแบกหรือทำตามความคิดนั้น
แต่ความคิดด้านดีทำให้มีความสุขมากกว่าความคิดด้านชั่ว

ผู้ที่ฝึกสติปัฏฐาน 4 มาแล้ว แต่ยังไม่ใช่พระอรหันต์
จะยังมีความคิดด้านชั่วออกมา แต่ก็ตามระงับไว้ได้
(จะช้าหรือเร็วเท่านั้น บางทีเพียงเริ่มเกิดความคิดก็หยุดได้ทันที
แต่บางทีอาจจะกินเวลาเป็นวันก็ได้)


พระอรหันต์จะเหลือแต่ความคิดด้านดี


คนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกสติก็เคยพบนิพพาน
คนที่ฝึกมาแล้วก็เคยพบนิพพาน
พระอรหันต์ก็ผ่านนิพพานอันเดียวกัน คือการหยุดความคิด

แต่พระอรหันต์ จะหยุดความคิดได้ทันทีในทุกๆ ความคิด
และสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ จะไม่มีความคิดที่ไม่ดีออกมาให้หยุด
เพราะไม่มีกิเลสอันทำให้ความคิดชั่วแสดงตัวออกมา
ถ้าความคิดจะมีบ้าง ก็จะเป็นความคิดด้านดี

พระพุทธเจ้าเคยแสดงให้เห็นความทุกข์ของคนที่เข้าถึงธรรม
ด้วยการเอาเล็บจิกลงไปในดิน
แล้วถามพระภิกษุที่พระองค์กำลังสอนอยู่นั้นว่า

“ดินที่ติดอยู่ที่เล็บ กับดินที่อยู่บนพื้นอันไหนมากกว่ากัน”
พระเหล่านั้นก็ตอบว่า ดินที่อยู่บนพื้นพระเจ้าข้า

นั่นแหละความทุกข์ของผู้รู้นั้นเปรียบเหมือนดินที่ติดอยู่ที่เล็บ
แต่ความทุกข์ของผู้ไม่รู้เปรียบเหมือนดินที่อยู่บนพื้น

แสดงให้เห็นว่า พระอรหันต์ก็ยังมีทุกข์อยู่
แต่เป็นทุกข์เพียงน้อยนิดจากสังขารร่างกาย
ที่อยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง คือ ความเจ็บ
ความแก่ และความตาย

แต่คนที่ไม่รู้จักนิพพาน นอกจากจะต้องทุกข์จากสิ่งเดียวกัน
คือ ความเจ็บความแก่และ ความตายแล้ว
ยังต้องทุกข์ใจจากความคิด โดยเฉพาะความคิดที่ติดอยู่กับกิเลส
ตัณหา อุปาทานความยึดมั่นถือมั่น อีกมากมายนัก

คนที่ฝึกสติ ศึกษาธรรมะย่อมได้เปรียบ
คนๆ หนึ่งที่ได้มีการออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ
ย่อมมีพละกำลังเหนือกว่าผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย

คนที่ฝึกสติศึกษาธรรมะ คือการฝึกเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ
ย่อมมีความสามารถในการเอาชนะความทุกข์ได้ดีกว่า
คนที่ไม่เคยฝึกเช่นเดียวกัน

เปรียบเหมือน คนๆ หนึ่งที่มีร่างกายแข็งแรง
สามารถยกถังน้ำตั้งแต่ใบเล็กที่สุด จนถึงใบใหญ่ที่สุดได้
แต่คนที่มีร่างกายอ่อนแอ สามารถยกถังใบเล็กได้
แต่ไม่สามารถยกถังใบใหญ่ได้

ก็เหมือนกับคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกสติ
เมื่อเจอปัญหาเล็กน้อย ก็ย่อมผ่านไปได้โดยไม่ทุกข์มากนัก
แต่เมื่อเจอปัญหาที่หนักกว่านั้น เขาจะผ่านไปได้ไม่ง่ายเลย
ต่างจากคนที่เคยฝึก ซึ่งแม้ปัญหาเล็กหรือใหญ่
เขาก็สามารถผ่านปัญหานั้นได้หมด



นิพพานอยู่ตรงนี้

นิพพานจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ปฏิบัติครั้งไปวัดป่าแห่งหนึ่ง
เมื่อได้เดินจงกรมในเวลาบ่าย ได้ประสบกับเหตุการณ์
อันแปลกประหลาด คือ ความคิดหยุดไปเฉยๆ
แม้แต่คำพูดที่เคยพูดกับตัวเองในใจ ไม่ว่าจะเป็นคำบริกรรม
หรือคำนึกคำพูด ไม่มีเอาเสียเลย

ตอนนั้นรู้ว่า อ๋อ ความว่างจากความคิดเป็นเช่นนี้เอง
จากที่กำลังคิดว่า อ๋อ…ความว่างเป็นเช่นนี้เอง
กลับไม่เหลือความคิดนั้นอีก มีแต่ความว่างในใจ
ใจไม่เอาอะไรเลย ไม่ยึดอะไรเลย จึงรู้ว่าเป็นความสุขจริงๆ
อย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน แต่เป็นความรู้สึกที่กินระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที
ต่อจากนั้น ตัวความคิดต่างๆ ก็กลับคืนมาเหมือนเดิม

หนังสือ “อวดอุตริมนุสธรรม ที่มีในตน”
ของคุณศุภวรรณ พ. พรรณวงศ์ กรีน ก็พูดในทำนองเดียวกัน

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็พูดในทำนองนี้ คือ เมื่อหยุดคิดจึงรู้

นั่นแสดงว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็คือ การสอนในสิ่งที่มีอยู่
กับเราอยู่แล้วตลอดเวลา คือการหยุดความคิด
แต่พวกเราที่ยังไม่เข้าถึง เข้าใจไปเองว่าเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเหลือเกิน
อาจจะต้องรอเกิดชาติหน้าอีกหลายๆ ชาติจึงจะไปถึง
ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายเหลือเกิน เพราะเท่ากับ
ปล่อยตัวเองให้เผชิญกับปัญหาอย่างไม่มีทางแก้ไข ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว
ทางแก้ไขก็มีอยู่ แต่เราไม่รู้ ไม่คิดว่ามันจะอยู่ตรงนั้นเอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกข์อยู่ที่ไหน ความดับทุกข์ก็อยู่ที่นั่น

นี่พวกเราไม่เข้าใจกันเอง ไม่ใช่เพราะอะไร
เพราะเราจับประเด็นไม่ถูก และคิดไปเองว่าพระอรหันต์หรือนิพพานนั้น
เป็นสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่สภาวะที่เกิดการหยุดความคิดนั่นเอง

เราคิดไปเองว่านิพพานเป็นเหมือนเมืองสวรรค์เมืองหนึ่ง
ที่ต้องเกิดจากการถอดจิตอะไรประมาณนั้น
ความจริงแล้วไม่ใช่เลย นิพพานอยู่ข้างหน้านี่เอง
เรานั่งคร่อมนิพพานอยู่ทุกขณะจิต
แต่เพราะความไม่รู้นั่นเองที่ทำให้เราคิดว่าเป็นอย่างอื่น

การฝึกสติปัฏฐาน 4 ก็คือ การเฝ้าระวังความคิดไม่ให้เกิดขึ้น
นั่นก็คือ ให้เราสามารถสัมผัสสภาวะนิพพานได้ต่อเนื่อง
จนมีความชัดเจนในความรู้สึกว่า สิ่งนี้นี่เองคือความว่าง
สิ่งนี้นี่เองที่เรียกว่าความสุขอย่างยิ่ง
ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง
(นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง)

ถ้าใครไม่เคยผ่านประสบการณ์ก็จะไม่รู้เลยว่าที่แท้เป็นเช่นนี้เอง
ถึงแม้ทุกสิ่งจะเป็นอนิจจัง
ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราที่จะต้องสลายไปกับกาลเวลา
แต่ความสุขที่ได้รับจากนิพพาน ก็สามารถหาได้ในแบบที่เรียกว่า
ที่นี่ เดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องคิดไปถึงชาติหน้าชาติไหน
และไม่ต้องรอขึ้นสวรรค์ชั้นไหนเลย

เราเขียนขึ้นมานี้ ก็เพื่อให้มีใครสักคนเข้าถึง
สิ่งที่ง่ายอย่างเหลือเชื่อว่าจะมีอยู่ใกล้ๆ เท่านี้ แน่นอนว่า
จะมีคนอีกมากมายที่ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด นั่นก็ถูกแล้ว
เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นเอง แต่ถ้าใครนำไปปฏิบัติตาม
ย่อมได้รับผลดีกับคนๆ นั้นอย่างแน่นอน

เอก ทรงจิตร / 10 เมษายน 2548